วันอังคารที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558


ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

ธุรกิจการขาย

การขาย
            การขายเป็นหน้าที่หนึ่งของการตลาด แต่เป็นหน้าที่ที่สำคัญในการก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์ในสินค้าหรือบริการจากผู้ขายหรือผู้ผลิตไปยังผู้ซื้อหรือผู้บริโภค ทำให้กิจการสามารถบรรลุวัตถุประสงค์
ผลกำไร ) ที่ตั้งไว้


เคล็ดลับการขายพิชิตใจลูกค้า
    เชื่อหรือไม่ว่า เคล็บลับการขายที่จะพิชิตใจลูกค้าได้นั้นไม่จำเป็นต้องทำอะไรให้ยุ่งยาก สลับซับซ้อนหรือชักแม่น้ำทั้งห้า หากแต่เป็นการสื่อสารกับลูกค้าอย่างตรงไปตรงมาเข้าใจง่าย และไม่ทำให้ลูกค้าอึดอัดลองทำตามคำแนะนำต่อไปนี้อาจช่วยให้งานขายของคุณง่ายขึ้นค่ะ 

    
1.เป็นไปไม่ได้ที่จะทำให้ทุกคนสนใจ 

    หนทางสู่ความสำเร็จในการขายมีหลายวิธี แต่หนทางสู่ความล้มเหลวหนทางหนึ่งคือ การพยายามทำให้ทุกคนพอใจ เพราะไม่ใช่ทุกคนจะมีความต้องการเหมือนกันในเวลาเดียวกัน ไม่มีประโยชน์ที่คุณจะพยายามพูดให้ทุกคนสนใจสิ่งที่คุณขายได้ทั้งหมด
 

    
2.บอกลูกค้าให้ชัดเจนว่าคุณขายอะไร 

    เสนอขายสินค้าแบบเข้าใจง่ายและตรงประเด็น ไม่จำเป็นต้องประดิษฐ์ถ้อยคำสวยหรูแต่ฟังดูคลุมเครือ เพียงบอกลูกค้าว่าคุณชื่ออะไร มาจากบริษัทใด ต้องการขายอะไร มีประโยชน์กับเขาอย่างไร โดยเป้าหมายของคุณนั้น ไม่จำเป็นต้องขายสินค้าให้ได้ในครั้งแรกก็ได้ แต่สิ่งที่ควรขายให้ได้ คือการนัดหมายหรือโอกาสในการพรีเซนต์สินค้าเพื่อให้รายละเอียดเพิ่มเติม
 

    
3.สร้างสัมพันธภาพที่ดีกับลูกค้า 

    นักขายที่ดีนอกจากจะมีความมั่นใจในสิ่งที่ขายแล้ว ยังต้องสร้างสัมพันธภาพอันดีกับลูกค้า แสดงความจริงใจอย่างเปิดเผย ไม่ใช่คิดแต่จะขายของเพียงอย่างเดียว แต่ควรมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับลูกค้า อธิบายข้อโต้แย้งต่าง ๆ ของลูกค้าอย่างจริงใจ ตลอดจนให้คำแนะนำวิธีการใช้สินค้าอย่างปลอดภัย และให้คิดเสมอว่าบริการที่ดีนั้นก็มีความสำคัญไม่แพ้เรื่องคุณภาพสินค้าที่ดีเลย
 

    
4.พยายามแต่พอดี 

    นักขายที่ดีควรรู้ว่าเมื่อไรที่ควรหยุด รู้จักสังเกตปฏิกิริยาของลูกค้า จากการปฏิเสธด้วยเหตุผลและท่าทีต่าง ๆ หากพบว่าลูกค้าไม่พร้อมที่จะซื้อสินค้าของคุณก็ไม่ควรตื๊อให้เสียลูกค้า จะเป็นการดีกว่าหากคุณเลือกที่จะจบการสนทนาด้วยการขอบคุณลูกค้าที่ให้โอกาสคุณได้นำเสนอ และแสดงความเข้าใจในเหตุผลของลูกค้า เพื่อรักษาสัมพันธภาพในระยะยาวเอาไว้ศึกษาจากคนเก่ง
 

    ขอคำแนะนำและศึกษาวิธีการขายจากนักขายที่ประสบความสำเร็จ ประสบการณ์จากนักขายที่มีชั่วโมงบินสูงนี่แหละที่จะ ให้ประโยชน์กับคุณอย่างมาก หาโอกาสพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น กับนักขายมืออาชีพ ในวงการของคุณ คุณจะได้เรียนรู้กลยุทธ์ต่าง ๆ มากขึ้น ซึ่งจะทำให้คุณ เข้าใกล้เป้าหมายของคุณได้ง่ายขึ้น




หน้าที่ของการขาย
     1  การขายทำให้มีสินค้าและบริการออกสู่ตลาด
     2 การขายทำให้กิจการมีกำไร
     3 การขายทำให้เกิดการขยายการลงทุนทางธุรกิจ
     4 การขายทำให้เกิดระบบการบริการด้านการขาย
     5 การขายทำให้เกิดธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ
     6 การขายทำให้เกิดการแก้ปัญหาและสร้างความพึงพอใจ
     7 การขายก่อให้เกิดความรู้หรือการให้การศึกษา
วิวัฒนาการขาย

          ชาติไทยมีการค้าขายมาตั้งแต่โบราณ โดยอาศัยทรัพยากรที่สมบูรณ์เป็นสินค้า

 สมัยสุโขทัย

           เมืองสุโขทัยนี้ดี ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว เจ้าเมืองบ่เอาจังกอบในไพร่ ลู่ทาง เพื่อนจูงวัวไปค้า   ขี่ม้าไปขาย ใครจักใคร่ค้าช้างค้า ใครจักใคร่ค้าม้าค้า  ใครจักใคร่ค้าเงินค้าทองค้า

 แสดงถึงความมีเสรีภาพในการขายในสมัยของพ่อขุนรามคำแหง มีตลาดที่เรียกว่า ตลาดปสาน หรือ บาร์ซาร์ ( Bazaar )
 หรือตลาดนัด  เป็นย่านชุมชนที่เป็นห้องแถว หรือร้านเป็นแถว ๆ  ให้ประชาชนมาติดต่อซื้อขายกัน ในสมัยนี้ ไทยสามารถผลิตชามสังคโลกเป็นสินค้าได้แล้ว   มีกาค้ากับชาวต่างประเทศ คือ มอญ จีน ลังกา  ญี่ปุ่น

สมัยอยุธยา
           
เจริญสูงสุดในสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช มีพระคลังสินค้า คือพระยาวิชาเยนทร์(นายฟอลคอน ชาวอังกฤษ)
ทำหน้าที่เหมือนรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงการคลัง มีการค้ากับโปรตุเกส สเปน ฮอลันดา อังกฤษ จีน ญี่ปุ่น อินเดีย  เปอร์เซีย   อาหรับ

สมัยธนบุรี
             
มีเรือสำเภาจีนเข้ามาค้าขาย และค้าขายกับ อินเดีย อังกฤษ มลายู

สมัยรัตนโกสินทร์
             
เริ่มมีการค้ากับสหรัฐอเมริกาในสมัย รัชกาลที่ ต่อมาในรัชกาลที่ 3   ไทยค้าขายกับจีนมากที่สุด และติดต่อกับหมอบรัดเล ซึ่งได้นำเครื่องพิมพ์ดีดมาใช้ในไทย ในรัชสมัยของรัชกาลที่ ยกเลิกระบบการค้าแบบผูกขาดหันมาค้าขายแบบเสรี ในรัชสมัยรัชกาลที่  5 ชาวต่างประเทศได้มาเปิดห้างขายสินค้าในไทย และมีการจัดตั้งกระทรวงพาณิชย์ขึ้นในรัชกาลที่  6
Picture
 ปัจจุบัน            
ระบบการค้าของไทยเป็นแบบผสม คือ ระบบเศรษฐกิจเสรีนิยม หรือ  ทุนนิยม( ประชาชนมีเสรีในการทำธุรกิจ ) ผสมกับสังคมนิยม  (รัฐบาลเข้ามามีส่วนร่วมในการทำธุรกิจธนาคาร การขนส่ง และสาธารณูปโภค
Picture
การขายในยุคก่อน
ๆ ผู้ขายไม่ต้องใช้ความพยายามมากในการขาย เนื่องจากการผลิตสินค้าทำได้ยาก ปริมาณสินค้ามีน้อยกว่าความต้องการของผู้ซื้อ ผลิตเท่าไรก็ขายหมด แต่ในปัจจุบันเทคโนโลยีก้าวหน้ามีผู้ผลิตจำนวนมาก สินค้ามีมากกว่าความต้องการของผู้ซื้อ ผู้ซื้อมีโอกาสได้เลือก มีอำนาจในการต่อรอง ผู้ขายจึงต้องพยายามชักจูงให้เกิดความต้องการแล้ว ยังจะต้องทำให้ผู้ซื้อเกิดความพอใจในสินค้ามากที่สุด
แนวคิดทางการตลาด
แนวความคิดด้านการตลาด (marketing concept)
แนวความคิดด้านการตลาด  (marketing  concept) หมายถึง  "การที่องค์การใช้ความพยายามทั้งสิ้นเพื่อสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า  เพื่อมุ่งให้เกิดยอดขายและกำไรในที่สุด"
ในอดีต  แนวความคิดด้านการตลาดเป็นแบบเก่าที่เน้นเรื่องการผลิต ผู้ผลิตสินค้ามีน้อยราย  ความต้องการสินค้ามีมากกว่าสินค้าที่ผลิตออกมาหรืออุปสงค์ (demand)  มีมากกว่าอุปทาน  (supply) ต่อมาเมื่อมีการผลิตจำนวนมาก
(mass  production) ต้นทุนสินค้าต่ำลง  ตลาดก็ขยายตัวขึ้น ความเจริญทางเศรษฐกิจขยายตัวเพิ่มมากขึ้น กิจการต่าง ๆ
เริ่มหันมาสนใจและเน้นการตลาดมากขึ้น  ทำให้แนวความคิดด้านการตลาดเปลี่ยนไปเป็นแนวความคิดด้านการตลาดมุ่งเน้นการตลาดเพื่อสังคม  (societal marketing concept)แนวความคิดด้านการตลาดที่ธุรกิจและองค์การได้ยึดถือและปฏิบัติกันมาซึ่งมีการใช้กันอยู่ทั้งในอดีตและปัจจุบัน  เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ทางการตลาด
ซึ่งต่อไปนี้จะอธิบายถึงแต่ละแนวความคิดโดยจัดเรียงลำดับจากแนวความคิดที่เกิดขึ้นก่อนหลัง

 1. แนวความคิดด้านการผลิต  (production concept)
เป็นแนวความคิดที่เก่าแก่ที่สุดของฝ่ายขาย  โดยคิดว่าผู้บริโภคจะพอใจที่จะหาซื้อเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ตนชอบ หาซื้อง่าย
และต้นทุนต่ำเท่านั้น ดังนั้นงานด้านการตลาดก็คือ พยายามปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตให้ดีขึ้น
และจัดจำหน่ายอย่างทั่วถึงแนวความคิดด้านการผลิต มีลักษณะดังนี้
    1.  ผู้บริโภคมีความสนใจในสินค้า  และราคาของสินค้าที่เสนอขายที่เป็นธรรมและถูกเป็นพิเศษ
    2.  ผู้บริโภคไม่เห็นความสำคัญของราคาที่แตกต่างกัน  สำหรับผลิตภัณฑ์แต่ละระดับของบริษัทต่าง ๆ
    3.  พยายามลดต้นทุนให้ต่ำ  เพื่อดึงดูดและจูงใงผู้บริโภคในด้านราคา
    4.  รักษาคุณภาพและปรับปรุงการผลิตให้ดีขึ้นเรื่อย  ๆ รวมทั้งการจัดจำหน่ายอย่างมีประสิทธิภาพ

2. แนวความคิดด้านผลิตภัณฑ์  (product  concept)
เป็นการสมมติว่าผู้บริโภคจะสนใจในคุณภาพที่ดีที่สุดของผลิตภัณฑ์และราคาที่เหมาะสม  โดยกิจการใช้ความพยายามในการปรับปรุงผลิตภัณฑ์อยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของคุณภาพ  รูปแบบส่วนผสม หีบห่อ สี กลิ่น รสชาติ
ก็สามารถประสบผลสำเร็จในการขายสินค้าและมีผลกำไรได้แนวความคิดด้านผลิตภัณฑ์  มีลักษณะดังนี้
    1.  ผู้บริโภคให้ความสนใจในคุณภาพของผลิตภัณฑ์เป็นอันดับแรก
    2.  ผู้บริโภครู้คุณภาพและลักษณะที่แตกต่างกันของสินค้ายี่ห้อต่าง  ๆ ที่แข่งขันกันในตลาด
    3.  ผู้บริโภคเลือกสินค้ายี่ห้อใดยี่ห้อหนึ่งจากสินค้าที่แข่งขันกัน โดยยึดหลักว่า ได้รับผลตอบแทนในด้านคุณภาพสูงสุดจากเงินที่จ่ายไป
    4.  งานขององค์การก็คือ  ความพยายามรักษาและปรับปรุงคุณภาพของผลิตภัณฑ์ให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ  เพื่อดึงดูดและจูงใจผู้บริโภค

3. แนวความคิดด้านการขาย  (selling  concept)
เป็นการศึกษาด้านการจัดการตลาด  โดยเน้นถึงความพยายามของผู้ขายมากกว่าผู้ซื้อ  ยึดหลักว่าผู้บริโภคโดยทั่วไปมักจะไม่ซื้อผลิตภัณฑ์ของบริษัท  ถ้าไม่ถูกกระตุ้นด้วยความพยายามทางการขายและการส่งเสริมการตลาดอย่างเพียงพอ
ตัวอย่างเช่น การขายบริการประกันภัย ประกันชีวิต การขายเอนไซโคพิเดีย  การขายผลผลิตทางการเกษตรล่วงหน้า ผู้บริโภคไม่คิดซื้อสินค้าหรือบริการเหล่านั้น  จนกว่าจะได้รับการกระตุ้นการขายจากพนักงานขายของบริษัทแนวความคิดด้านการขาย มีลักษณะดังนี้
    1.  ผู้บริโภคโดยทั่วไปจะไม่ซื้อสินค้าเต็มที่  ผู้ขายจึงสามารถกระตุ้นให้ซื้อเพิ่มขึ้นได้เรื่อยๆ
    2.  ผู้บริโภคจะถูกชักจูงให้ซื้อสินค้าโดยผ่านเครื่องมือกระตุ้นการขายวิธีต่าง  ๆ เช่น การโฆษณา การประชาสัมพันธ์ การใช้พนักงานขายที่มีความสามารถ  ตลอดจนการจัดรายการส่งเสริมการขาย ลด แลก แจก แถม ชิงโชค เป็นต้น
    3.  งานหลักของบริษัท  คือ  การจัดให้มีแผนกขายที่มีความสามารถดีเด่นเพื่อดึงดูดและชักจูงผู้บริโภค
    4.  ผู้บริโภคอาจซื้อซ้ำอีก  เพราะมีความต้องการอยู่เรื่อย ๆ หรือถ้าไม่ซื้อซ้ำอีก  ก็ยังมีผู้บริโภครายอื่นที่ต้องการซื้อสินค้า

4. แนวความคิดด้านการตลาด  (marketing concept)
เป็นการศึกษาจัดการ โดยยึดหลักว่า งานขององค์การ คือ  การพิจารณาความจำเป็นและความต้องการของบริษัทเป้าหมาย  และการปรับปรุงการจัดการให้สามารถสนองความพอใจของผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ
และประสิทธิผลที่เหนือคู่แข่งขันอื่น  หรืออาจกล่าวได้ว่าแนวความคิดด้านการตลาดหมายถึง  การค้นหาและการสนองความต้องการของผู้บริโภค

    แนวความคิดด้านการตลาด  มีลักษณะดังนี้
    1.  องค์การที่ตั้งขึ้นเพื่อทำหน้าที่ให้ความพึงพอใจแก่กลุ่มลูกค้าที่ตั้งใจไว้
    2.  องค์การจะต้องศึกษาความต้องการของผู้บริโภค เพื่อสร้างความพึงพอใจให้ได้
    3.  องค์การต้องตะหนักถึงผู้บริโภคทุกคน  ที่จะมีผลกระทบต่อการดำเนินงาน
    4.  องค์การเชื่อว่า  การทำงานที่จะทำให่เกิดความพอใจแก่ผุ้บริโภจจะเป้นสาเหตุให้ได้มาซึ่งชัยชนะ
ด้วยความซื่อสัตย์ของบริษัท จะทำธุรกิจดำเนินต่อไปได้ และเป็นที่นิยมในระยะยาว  อันเป็นเป้าหมายขององค์การ

5. แนวความคิดด้านการตลาดเพื่อสังคม  (social  marketing concept)
เป็นการศึกษาเรื่องความต้องการและการสร้างความพึงพอใจให้กับผุ้บริโภค  โดยคำนึงถึงสวัสดิภาพของสังคมส่วนรวม
โดยหวังผลการตอบสนองเป็นเป้าหมายขององค์การที่ต้องการในระยะยาวเพื่อให้องค์การบรรลุเปาหมาย
กิจการต้องคำนึงถึงความรับผิดชอบต่อปัญหาต่าง ๆ  ของสังคมที่เกิดขึ้นอันเนื่องจาการดำเนินงานทางธุรกิจ ได้แก่
ความเสื่อมโทรมของสภาพสิ่งแวดล้อม  การเกิดภาวะเงินเฟ้ออันเนื่องมาจากราคาสินค้าเพิ่มขึ้น การขาดแคลนทรัพยากรบางประเภท  ปัญหาที่เกิดขึ้นองค์การควรจะมีความรับผิดชอบต่อสังคม และผู้บริโภคทางด้านต่าง ๆ
ได้แก่ ไม่ผลิตสินค้าที่ด้อยคุณภาพไม่ผลิตสินค้าที่เป็นพิษเป็นภัยต่อประชาชน  ไม่ค้ากำไรเกินควร ไม่โฆษณาชวนเชื่อมากเกินไป

    แนวความคิดด้านการตลาดเพื่อสังคม มีลักษณะดังนี้
    1.  มีลักษณะเหมือนแนวความคิดที่มุ่งการตลาด  คือ ต้องพิจารณาถึงความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย
และพยายามสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้ผู้บริโภค
    2.  ให้ความสำคัญกับผลกระทบในทางที่ดีต่อสังคมส่วนรวม  และสภาพแวดล้อม ซึ่งมีผลไปถึงตัวผู้บริโภคด้วย

    ข้อแตกต่างระหว่างแนวความคิดด้านการขายและแนวความคิดด้านการตลาด
แนวความคิดด้านการขาย  (selling concept) หมายถึง  "การเสนอผลิตภัณฑ์ แล้วใช้วิธีการขายแบบต่าง ๆ เพื่อจูงใจให้ลูกค้าซื้อผลิตภัณฑ์"  แนวความคิดนี้  บริษัทเสนอผลิตภัณฑ์แล้วจึงหาทางจูงใจลูกค้าด้วยวีการขายให้เกิดความต้องการผลิตภัณฑ์  ส่วนแนวความคิดทางการตลาดนั้น  บริษัทจะต้องศึกษาความต้องการของลูกค้าก่อนแล้วจึงค้นหาผลิตภัณฑ์ที่สามารถสนองความต้องการของลูกค้าต่อไป 
เทคนิคการปิดขาย ง่ายนิดเดียว
    การปิดการขาย คือ หัวใจสำคัญของงานขายคือผลงานที่จะเกิดขึ้น สถิติการปิดการขายของนักขายระดับโลก บอกไว้ว่า ร้อยละ 80 ของลูกค้าที่ซื้อสินค้า เกิดจากการปิดการขายครั้งแรกของนักขาย ที่เหลืออีกร้อยละ 20 เกิดจากการปิดการขายครั้งที่ 2-5 ซึ่งเป็นตัวเลขที่ต่ำกว่าการปิดการขายครั้งแรกถึง 4 เท่า ทั้งใช้เวลาน้อยกว่าอีกหลายเท่า อย่างไรก็ตาม สูตรการขายทำเป็นขั้นตอนจะทำให้การขายง่ายขึ้น ซึ่งแบ่งเป็น 5 ขั้นตอนคือ

     1.เข้าพบ เริ่มตั้งแต่เตรียมรายชื่อลูกค้า เตรียมการนัดหมาย นัดหมายและไปตามนัดให้ตรงเวลา คือไปก่อนเวลานัด 10-15 นาที

     2.เปิดใจ คือการโยนคำถามให้ลูกค้าตอบมาแล้วเขามีความสุข เช่นถามถึงความสำเร็จในหน้าที่การงานจากอดีตถึงปัจจุบันของลูกค้า คติพจน์ในการทำงาน งานอดิเรกที่ลูกค้าชอบ เป็นต้น

     3.เสนอขาย คุณลองโยนคำถาม ถามว่าลูกค้าต้องการอะไรในชีวิต ภาระที่เขามีและวิธีปลดเปลื้องภาระนั้น เข้าสู่ประเด็นของแผนการตลาดของบริษัท คุณภาพของผลิตภัณฑ์ที่นำเสนอให้สอดคล้องกับสิ่งที่ลูกค้าจำเป็นต้องใช้ จำเป็นต้องทำ

     4.ปิดการขาย แบ่งเป็น 5 ขั้นตอน คือ ขอบัตรประชาชน (ถามว่า ไม่ทราบว่าคุณนำบัตรประชาชนมาหรือเปล่าคะ, กรอกใบสมัคร (กรอกข้อมูลทันทีที่ลูกค้าให้บัตร), ให้ลูกค้าเซ็น (ลองส่งปากกาให้ลูกค้าเซ็นชื่อในใบสมัคร ถ้าเขาไม่เซ็นบอกว่าเซ็นไปเถอะ ไม่เป็นไร ไม่จ่ายเงินไม่มีผล), ให้สินค้าเขา (ถามว่าถ้าเลือกได้อยากได้สินค้าใด ลองสัมผัส ลองดมกลิ่นหรือลองใช้) และเก็บเงิน (ถามลูกค้าว่าใช้ ATM ธนาคารใด ใช้เงินสดหรือบัตรเครดิต)

    อย่างไรก็ตาม เมื่อลูกค้ามีปัญหา ให้ใจเย็นในการตอบปัญหา ถามว่ามีปัญหาอื่นอีกไหม ถามไปเรื่อยๆ และสามารถเลือกตอบเพียงปัญหาเดียว ส่วนใหญ่จะเป็นปัญหาสุดท้าย จากนั้นทำการปิดการขายซ้ำอีก อาจจะหลาย ๆ ครั้ง (Multiple Close) แต่ต้องปิดการขายให้ได้ในครั้งแรก บังคับใจตนเองให้เป็นนักขายในระดับแนวหน้า คือปิดการขายทันที

การขายสินค้าและบริการ



       ความหมายของการขาย 
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) มาตรา 453 บัญญัติไว้ว่า อันการซื้อขายนั้นคือสัญญาซึ่งบุคคลฝ่ายหนึ่งเรียกว่า ผู้ขาย โอนกรรมสิทธิ์แห่งทรัพย์สินให้แก่บุคคลอีกฝ่ายหนึ่งเรียกว่า ผู้ซื้อ และผู้ซื้อตกลงว่าจะใช้ราคาแห่งทรัพย์สินนั้นให้แก่ผู้ขาย

       
บทบาทของการขาย เป็นการให้บริการชักจูงใจ การติดต่อสื่อสาร การแก้ไขปัญหาหรือตอบสนองความต้องการให้เกิดความพึงพอใจและการให้การศึกษาแก่ผู้บริโภค การขาย (Selling) เป็นศิลปะของการจูงใจให้คนอื่นคิดหรือทำตามความคิดของนักขาย คือกระบวนการวิเคราะห์ความจำเป็นและความต้องการของผู้มุ่งหวัง ช่วยให้ค้นพบความจำเป็น ความต้องการที่จะได้รับการตอบสนองด้วยความพึงพอใจจากการซื้อสินค้าและบริการที่นำเสนอ

       
ลักษณะของงานขาย งานขายมีลักษณะเกี่ยวกับความสามารถในการชักจูงใจและโน้มน้าว หรือใช้ศิลปะการขาย (Salesmanships) เป็นสำคัญ การขายเกิดจากพฤติกรรมภายใน ได้แก่ ความรู้สึกนึกคิด ความนิยมชมชอบ ความพึงพอใจ ความเต็มใจของผู้ซื้อ ฯลฯ ดังนั้นนักขายจะต้องมีคุณสมบัติและความรอบรู้หลายประการ เช่น ด้านพื้นฐานการปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวข้องกับการขายโดยตรง ด้านจิตวิทยาในการปรับตัวเข้าหาลูกค้า การเตรียมตัวก่อนปฏิบัติงานขาย และการปฏิบัติภายหลังสิ้นสุดการขาย ดังนั้นผู้ประกอบการต้องให้ความสำคัญของการขายเป็นหลัก นอกจากกิจการจะมีสินค้าพร้อมเพื่อขาย มีลูกค้ามุ่งหวังเป็นเป้าหมายสำคัญในการขาย มีบุคลากรปฏิบัติงานขายยังไม่เพียงพอสำหรับการสร้างเสริมการขายให้มีประสิทธิภาพต้องอาศัยศิลปะการขายที่นักขายเหล่านั้น นำมาใช้ในระหว่างการปฏิบัติงานขายด้วย จึงจะบรรลุเป้าหมายตามที่กำหนดไว้

 

http://nanosoft.co.th/picture/crmtip3.jpg 


ความหมายของสินค้าและบริการ


สินค้า (Goods) หมายถึง ผลิตภัณฑ์ที่มีตัวตน สามารถมองเห็นได้ จับต้องหรือสัมผัสได้ เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ สบู่ ตู้เย็น เสื้อผ้า กระเป๋า บ้าน รถยนต์ ฯลฯ

บริการ (Services) หมายถึง ผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีตัวตน ไม่สามรถมองเห็นได้จับต้องหรือสัมผัสไม่ได้ หรือหมายถึง กิจกรรมที่จัดทำขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของบุคคลอื่นเกี่ยวกับการอำนวยความสะดวก ไม่สามารถมองเห็นได้ จับต้องหรือสัมผัสไม่ได้ แต่สามารถสร้างความพอใจให้กับผู้รับบริการได้

ลักษณะของบริการ โดยทั่วไปลักษณะของผลิตภัณฑ์บริการไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า แต่สามารถตอบสนองความต้องการของมนุษย์ได้ เช่น การรับฝากเงินของธนาคาร การโดยสารรถประจำทาง การชมภาพยนตร์ การตัดผม การท่องเที่ยว การเช่าห้องพักของโรงแรม การเที่ยวสวนสนุก เป็นต้น

การขายบริการเป็นการใช้ช่องทางการตลาดได้ทางเดียว คือ การขายตรงระหว่างผู้ผลิตหรือผู้ให้บริการกับลูกค้า หรือขายตรงจากตัวแทนผู้ผลิตกับผู้ใช้บริการเท่านั้น

การขายบริการไม่สามารถแยกขายตามตลาดหมาย ๆ แห่งได้ เนื่องจากผู้ซื้อบริการจะพิจารณาความแตกต่างในการบริการที่ผู้ขายเสนอให้ก่อนทุกครั้ง โดยเปรียบเทียบระหว่างผู้เสนอให้บริการที่มีความน่าเชื่อถือ และความไว้วางใจมากที่สุด พร้อมทั้งได้รับประโยชน์สูงสุด จากบริการที่ได้รับด้วย

ดังนั้นจึงเรียกการขาย (Selling) ได้ว่า เป็นกระบวนการในการชักจูง จูงใจ หรือกระตุ้นให้บุคคลที่คาดว่าจะเป็นลูกค้าเกิดความต้องการหรือยอมรับในสินค้า บริการ หรือความคิดของตน โดยจะดำเนินการโดยบุคคลหรือไม่ก็ตาม แล้วส่งผลให้เกิดการซื้อสินค้าหรือบริการ หรือยอมรับในความคิดนั้น ๆ ผู้ขายก็จะได้รับผลประโยชน์ทางการค้า


 

แบบทดสอบงานธุรกิจ

แบบทดสอบงานธุรกิจ